เนื้อหา

  1. เกริ่นนำ
  2. วิวัฒนาการของ Web
  3. สรุป

บทความนี้ผมอยากเขียนเรื่องที่ผมมีความสนใจมากก็คือเรื่องของ Web3 ที่ผสมผสานกับเกม หรือ Web3 Game นั้นเอง ผมเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องที่นักพัฒนาหลายๆ คนอาจจะยังลังเลเพราะยังไม่เห็นประโยชน์ของ Web3 ว่าจะสามารถทำให้การเล่นเกมสนุกกว่าเดิมได้อย่างไร  อ้างอิงได้จากโพลสำรวจความคิดเห็นของนักพัฒนาเกมในกลุ่ม TGDC ซึ่งเป็นกลุ่มนักพัฒนาเกมที่ใหญ่สุดของไทยเมื่อไม่นานนี้  ซึ่งผลตอบบนโพลแทบจะไม่มีข้อดีเลย 😛

พอเห็นโพลแล้วก็เลยอยากเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในมุมมองผม หากมีความคิดเห็นยังไงก็แลกเปลี่ยนกันได้ครับ โดยผมจะเริ่มเล่าตั้งแต่ Internet กับ Web ที่เราใช้กันทุกวันนี้ครับว่ามันมีมานานเท่าไร และถึงเวลาที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงสักทีหรือยังครับ

คิดยังไงกับ NFT

โพลในกลุ่ม TGDC ที่ถามเรื่อง NFT

เกริ่นนำ: ความเป็นมาของ Internet และ Web

Internet

Internet มีจุดกำเนิดที่อเมริกาในช่วงปี 1950 ที่สงครามเย็นระหว่างอเมริกากับสหภาพโซเวียตกำลังร้อนระอุ ด้วยความที่ทั้งอเมริกาและสหภาพโซเวียดมีระเบิดนิวเคลียร์ที่พร้อมยิงใส่กันตลอดเวลา อเมริกาจึงกลัวหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากมีการยิงนิวเคลียร์แล้วระบบการสื่อสารของอเมริกาล่มแล้วอเมริกาจะไม่สามารถสื่อสารกับฐานนิวเคลียร์ของตัวเองได้ จึงเริ่มมองหาระบบการสื่อสารที่ไม่มีทางล่มได้

ในช่วงปี 1950 นี้เอง ก็เป็นช่วงที่เริ่มมีคอมพิวเตอร์ใช้แล้ว แต่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีขนาดใหญ่มาก(เท่าขนาดห้องเลย) และราคาแพงมาก จึงทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ถูกใช้แค่ภายในองค์กรขนาดใหญ่เช่น มหาวิทยาลัย หน่วยงานทหาร หรือ องค์กรทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลนี้ เวลามีคนอยากใช้คอมพิวเตอร์ พวกเขาต้องเดินทางไปใช้คอมพิวเตอร์ตามองค์กรต่างๆ ดังกล่าว เพื่อแบ่งให้ทุกคนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้หลายๆ คนพร้อมกันจึงเกิดการใช้ “time-sharing” หรือการแบ่งใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่าน “terminal” ในช่วงนี้จึงมีการเริ่มหาหนทางในการจัดระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ขึ้นสำหรับการแบ่งกันใช้งาน

ในปี 1958 Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ตั้งหน่วยงาน Advanced Research Projects Agency (ARPA) โดยเชิญบุคคลที่เก่งที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์ขณะนั้นมาร่วมงาม เพื่อให้เทคโนโลยีของกองทัพอเมริกาไม่เป็นรองสหภาพโซเวียต

ตัวหน่วยงาน ARPA นี้เองเป็นหน่วยงานแรกที่สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องผ่านระบบเครือข่ายได้ในปี 1969 และเรียกระบบนี้ว่า ARPANET หลังจาก ARPANET ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มมีความจำเป็นที่ต้องมีกฎเกณท์ต่างๆ สำหรับการจัดการ packets ข้อมูล จึงเกิดเป็น TCP/IP(Transmission Control Protocol/Internet Protocol)ในที่สุด  และพัฒนาจนสามารถเกิดการเชื่อมโยงทั่วโลกที่เรียกว่า “Internet” ในปัจจุบัน

ตัวอย่างคอมรุ่นแรกๆ

Elliott NRDC 401 computer (ตัวอย่างคอมรุ่นแรกๆ)

Web

Web ถูกคิดค้นโดย Sir Tim Berners-Lee โปรแกรมเมอร์ชาวอังกฤษขณะที่ทำงานที่ CERN หลังจากเขารู้สึกว่าการเข้าถึงข้อมลูที่ CERN เป็นเรื่องยาก เนื่องจากที่ CERN มีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเดินทางมาเพื่อใช้เครืองเร่งอนุภาค แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีปัญหาในการแบ่งปันข้อมูลของตัวเอง

โดยนักวิทยาศาสตร์แต่ละคนต้องล็อกอินคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเพื่อดูข้อมูลของแต่ละคน มากไปกว่านั้นบางครั้งก็ต้องหัดใช้โปรแกรมที่ต่างๆ กันไปในแต่ละเครื่อง ในหลายๆครั้งมันง่ายกว่าที่จะไปถามเจ้าของเครื่องโดยตรง Tim Berners-Lee จึงคิดว่าวิธีที่จะสามารถแก้ปัญหานี้คือการใช้เทคโนโลยีใหม่ในขณะนั้นที่ชื่อว่า “HyperText

ในปี 1989 Tim Berners-Lee จึงยื่นข้อเสนอให้กับ CERN ชื่อว่า “Information Management: A Proposal” ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของ Web ในภายหลัง แต่ถูกปัดตกไป ถึงกระนั้นก็ตาม Tim Berners-Lee ยังพัฒนาต่อบนเครื่องคอมพิวเตอร์ NeXT ต่อไป ในปี 1990 Tim Berners-Lee ได้เขียนพื้นฐาน 3 ข้อ ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานของ Web ในทุกวันนี้ซึ่งก็คือ

  1. HTML (HyperText Markup Language): ภาษาที่ถูกใช้เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ในทุกวันนี้
  2. URI (Uniform Resource Identifier): ที่อยู่ของ resources ต่างๆที่อยู่บน Web
  3. HTTP (Hypertext Transfer Protocol): Protocol สำหรับดึง resources ต่างๆบน Web

Tim Berners Lee © CERN

Tim Berners-Lee ยังเขียนตัว editor และ browser สำหรับการใช้งาน Web ชื่อว่า “worldwideweb.app” และ Web server ตัวแรกชื่อว่า “httpd” ภายในสิ้นปี 1990 Web page แรกจึงกำเนิดบน Internet และในปี 1991 คนภายนอกองค์กร CERN เริ่มใช้งาน ชุมชน Web นี้ได้

เมื่อ Web เริ่มมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ Tim Berners-Lee ตระหนักถึงความสำคัญว่า Web จะบรรลุศักยภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถรักษาสถานภาพ “ระบบเปิด”  ไว้ให้ได้ นั่นหมายความว่า การใช้งาน Web ต้องเปิดให้ใช้อย่างอิสระ ไม่ต้องขออนุญาตและไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการใช้เทคโนโลยีนี้ Tim Berners-Lee จึงขอให้ CERN เปิดให้ใช้ code ทั้งหมดฟรีตลอดไป

ในปี 1994 Tim Berners-Leeได้ย้ายจาก CERN ไปทำงานที่ MIT และก่อตั้ง “World Wide Web Consortium(W3C)” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มุ่งสร้างมาตรฐานของ Open Web Standards Tim Berners-Lee ยังคงดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์กรแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน

Internet กับ Web จะดีกว่านี้ได้ไหมในยุคต่อไป?

ถึงตรงนี้แล้วเกริ่นนำมาซะเยอะ เพราะต้องการบอกเล่าความเป็นมาของทั้ง Internet และ Web นะครับว่ามันเป็นคนละส่วนที่เกี่ยวข้องกัน โดยหากเราพูดถึงส่วนของ Internet ก็ไม่พ้นเรื่องของโครงข่ายที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกด้วยเครือข่ายย่อยหลายๆ อัน โดยใช้ protocol มาตรฐานในการเชื่อมต่อกัน ใช้ส่งและเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ แต่หากพูดถึง Web เป็นวิธีที่เราใช้ในการเข้าถึงและแบ่งปันข้อมูลผ่าน Internet

สิ่งที่น่าสนใจคือเราสามารถทำให้ Internet กับ Web แบบนี้มาแล้ว 30 ปี เราจะสามารถทำให้ ยุค Web ต่อไปของเราฉลาดมากกว่านี้ได้ไหมหากเราเพิ่ม blockchain เข้าไป 30 ปีที่ผ่านมา Web มีการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการใช้งานมาตลอด ลองมาดูกันครับว่าในแต่ละยุคของ Web มีลักษณะเป็นยังไงบ้าง

เนื้อหา: ความเป็นมาและความสำคัญของ Web3

ยุคของ Web1

web1-diagram

web1-diagram

ปี 1990 – ปี 2004

ยุคแห่ง Information Economy อย่างที่ได้เกริ่นไปบ้างแล้วในตอนต้นนะครับถึงต้นกำเนิด Web ที่ทาง Tim Berners-Lee ต้องการใช้เพื่อการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นระบบและง่ายขึ้น โดยมี Internet เป็นตัวโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายให้ Web สามารถดึงข้อมูลต่างๆ มาแสดงได้

เครือข่าย Internet ในตอนยุคเริ่มต้นก็ไม่ใช่ Internet แบบปัจจุบันที่เราใช้กัน แต่เป็นระบบเครือข่ายในลักษณะที่ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเชื่อมต่อกับอีกเครื่องจนกลายเป็นเครือข่ายขนาดกว้าง และตัว Web ก็เป็น Application ตัวแรกบนเครือข่าย Internet นี้

Web1 ถูกออกแบบให้เป็นระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี Hypertext ข้อมูลต่างๆ ถูกรวบรวมและแบ่งปันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกัน โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ด้วยการคลิกที่ ลิงก์ข้อความหรือลิงก์รูปภาพ

ในยุคแรกของ Web นั้น  Tim Berners-Lee ต้องการแก้ปัญหาการค้นหาข้อมูลที่ CERN ของนักวิจัยที่นั่น Web1 จึงเป็นแนวคิดของการที่ผู้ใช้งานทำได้แค่เพียง “อ่านอย่างเดียว” หรือ “Read-Only” เพื่อเข้าถึงข้อมูล ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ช่วงต้นของยุคนี้จึงเป็นนักวิชาการที่ใช้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน การใช้งานในวงกว้างของยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังจากการมี browser อย่าง Mosaic และ Microsoft Internet Explorer(RIP) ให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ใช้งาน Web ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ยุคนี้เป็นยุคจุดกำเนิดของหลายๆ Startup ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ Internet ทำให้เกิดการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย มีเงินไหลเข้าสู่ธุรกิจเหล่านี้จำนวนมาก จึงเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งที่ดีและทั้งที่ไร้ประโยชน์ จนกลายเป็นที่มาของ dot-com bubble ในช่วงปี 1995 – 2000

ลักษณะของ Web1

  • Read-Only: เนื่องจากในยุคนี้การ Publish content เป็นเรื่องยากและมีราคาแพง ผู้ใช้งาน Web ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้อ่านเสียมากกว่า
  • Decentralized: ใครก็สามารถ Host server ได้ Web จึงถูกขับเคลื่อนด้วยคอมพิวเตอร์ธรรมดาจากคนทั่วไป
  • Permissionless: ทุกคนสามารถ Publish content ตัวเองลงบน Web โดยไม่มีการควบคุมการเข้าถึงจากใครคนใดคนหนึ่ง
  • Static Content: เป็นยุคที่ Web ยังมีความสามารถที่ต่ำ ส่วนใหญ่จึงเป็นการแสดงเนื้อหาแบบง่ายๆ ไม่มี interaction กับผู้ใช้งาน

ยุคของ Web 2

web2-diagram

web2-diagram

ปี 2004 – ปัจจุบัน

ยุคแห่ง Platform Economy คำว่า Web2 ถูกนิยามครั้งแรกในปี 1999 โดย Darcy DiNucci นักออกแบบ Web และ UX ในบทความ Fragmented Future โดยในตอนนั้น Darcy มองว่าในอนาคตจะมีการใช้งาน Web ผ่านอุปกรณ์พกพาอื่นๆ เช่นสมาร์ทโฟน หน้าจอรถยนต์ หรือ จอทีวี ที่มีขนาดแตกต่างกัน ถึงแม้สุดท้ายแล้วการใช้งานและนิยามของ Web2 จะไม่เป็นตามนิยามของ Darcy  แต่เธอถือเป็นคนนิยาม “Web2“คนแรก

คำว่า Web2 มาเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่อ “O’Reilly Media” และ “Media Live” จัดงาน Web 2.0 Conference เป็นครั้งแรก ในช่วงกล่าวเปิดงาน “Tim O’Reilly” กับ “John Battelle” ได้พูดเกี่ยวกับเรื่อง “Web as a Platform” ไว้อย่างน่าสนใจว่า

การสร้าง Application บน Web แทนที่จะเป็นการสร้าง Application สำหรับ Desktop แบบยุคก่อน สิ่งที่จะพิเศษสำหรับการสร้าง Application บน Web คือผู้ใช้งานจะเป็นผู้สร้างธุรกิจของเรา กิจกรรมที่ผู้ใช้งาน สร้างข้อความ รูปภาพ ความคิด หรือแม้กระทั่งวิดีทัศน์ ล้วนจะเป็นการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ Web 2.0 นี้ ในตอนนั้นทาง O’Reilly ยังได้เปรียบเทียบแนวทางธุรกิจของ Netscape ที่สร้าง Application บน Desktop สำหรับผู้ใช้งานแตกต่างกับทาง Google ที่ตอนนั้นสร้าง Service จาก data Web ของผู้พัฒนาต่างๆ

ในปี 2006 นิตรสาร TIME ได้รวบรวมบุคคลแห่งปีที่เกี่ยวข้องกับ Web 2.0 และเขียนบทนำเกี่ยวกับ Web 2.0 ไว้ว่า “เป็นเรื่องของชุมชนกับการร่วมมือในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นเรื่องของความรู้ที่มหาศาลกับชุมชนของ Youtube หรือ Myspace เป็นการช่วยเหลือคนอื่นแบบไม่หวังผลตอบแทน จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกของเรา”

ถึงตรงนี้น่าจะพอเห็นภาพของ Web 2.0 ได้บ้างนะครับ Web 2.0 เป็นการพูดการใช้งาน Web ในรูปแบบ Web Application แบบ Platform ที่ content ส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้งานและ Web มีความสามารถที่มากขึ้นกว่ายุคก่อน ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา แต่จะหมายถึงรูปแบบการใช้งาน Web ที่เปลี่ยนไป

ปัจจัยที่ขับเคลื่อน Web 2.0

  1. Mobile: หรือ Smart phone นั้นเอง เป็นตัวช่วยเพิ่มการเข้าถึง Internet ให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา และ เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้คนอีกหลายพันล้านคนได้ใช้เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อ Internet ครั้งแรก ลดราคาการเข้าถึง Internet สำหรับผู้คนจำนวนมาก  จากข้อมูลของ “We are Social” พบว่าคนไทยใช้เวลาเล่น Internet บนสมาร์ทโฟนถึง 5.28 ชั่วโมงต่อวัน
  2. Social Network: ผลักดันจำนวนชั่วโมงการใช้งานให้มากขึ้น และ engagement ของผู้ใช้ให้มีส่วนร่วมกับ Web อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากข้อมูลของ “We are Social” พบว่าคนไทยใช้เวลาเล่น Social ถึง 2.59 ชั่วโมงต่อวัน
  3. Cloud: Cloud คือ Infrastructure ของ Web 2.0 การที่มีผู้ให้บริการอย่าง Amazon, Google หรือ Microsoft ในราคาถูก ทำให้เหล่าผู้พัฒนา Web ไม่จำเป็นต้องซื้อ hardware สำหรับการสร้าง Infrastructure ราคาแพงมาใช้ในการสร้าง Web 2.0 ของตนเอง

ลักษณะของ Web 2.0

  • Centralized: การที่ Web ต่างๆ ที่เป็นระบบปิดอยู่แล้วเชื่อมต่อกับ Infrastructure ที่ปิดด้วย จึงทำให้เกิดเป็นระบบปิดหลายๆ ส่วนที่เชื่อมต่อกัน
  • Read & Write: ต่อยอดจากยุค Web 1.0 ที่เป็นการอ่านอย่างเดียว ผู้ใช้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Platform โดยสามารถสร้าง content ของตัวเองขึ้นสู่ Web ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ หรือ วีดีทัศน์ ซึ่งยิ่งมี content มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มการอยากมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานรายอื่นๆ มากเท่านั้น (Network Effect) เป็นการเคลื่อนที่ของข้อมูล 2 ทาง ผู้ใช้เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ข้อมูล
  • Dynamic Content: เป็น content ที่ responsive กับผู้ใช้งานมากขึ้น สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน Web มากกว่าในอดีต
  • Barrier to Entry ต่ำ: ทุกคนสามารถใช้งาน Web 2.0 ได้ แบบไม่มีอุปสรรคในการเริ่มต้นใช้งานสำหรับผู้ใช้งานใหม่

ปัญหาที่หลายคนมองเห็นใน Web 2.0

  1. Power: อำนาจของบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ ที่เป็นเจ้าของ Social Platform ที่สามารถควบคุมการรับรู้ของผู้ใช้งาน และ การที่บริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ยังเป็นเจ้าของ infrastructure Cloud ของบริการ Web ต่างๆ ถึงเกือบ 90%
  2. Trust: ความเชื่อใจของผู้ใช้งานกับบริษัทขนาดใหญ่ สิ่งที่เป็นเรื่องน่ากังวลไม่ใช่ระบบที่ต้องเชื่อใจ software ของบริษัทขนาดใหญ่แต่เป็น เราสามารถไว้ใจคนที่ดูแล software เหล่านี้ได้แค่ไหน
  3. Platform เป็นเจ้าของ Internet: Platform ที่ผู้ใช้ upload content ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บทความ, ข้อความ, บทสนทนา, รูปภาพ หรือ ไฟล์วีดีโอ สุดท้ายแล้ว content เหล่านั้น Platform เป็นเจ้าของและยังใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการโฆษณาและหารายได้จากผู้ใช้
  4. ความสามารถในการ Censorship: หลายคนเช่น Elon Musk เชื่อใน Freedom of Speech แบบสุดโต่ง(ข่าว) ว่าตราบใดที่ไม่ทำร้ายใคร คนๆ นั้นควรมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นต่อทุกเรื่องอย่างเสรี เช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับการที่ Donald Trump โดนแบนบน Twitter (ประกาศจาก Twitter)

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน กลัวจะเข้าใจว่าผู้เขียบเองต่อต้านกับ Web 2.0 ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ ต้องอย่าลืมว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่เกิดวิวัฒนาการของ Internet กับ Web ได้แบบทุกวันนี้เพราะ บริษัทขนาดใหญ่ทั้งหลายเป็นผู้สร้างและคิดค้นนวัตกรรมเหล่านั้น ในความเป็นจริงนวัตกรรมจะเกิดได้ช้าหากเป็นระบบเปิดแบบเสรี ผู้เขียนคิดว่า Web 2 เป็นสิ่งจำเป็น และการมีอยู่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนส่วนใหญ่ 🙂

ยุคของ Web 3

web3-diagram

web3-diagram

ปี 2021 – อนาคต

ยุคแห่ง Ownership Economy ตอนนี้หลายคนคงได้ยินมีการพูดถึง Web3 พอสมควรแล้วนะครับ เดิมที่แล้ว เราผ่านยุค Web1.0 มาแล้วและกำลังอยู่ในช่วงของ Web2.0 ครับ ส่วนยุคต่อไปก็กำลังจะเป็นคุยของ Web 3 ครับ คำว่า Web 3 นั้น ถูกนิยามโดย Gavin Wood co-founder ของ Ethereum และผู้สร้าง Polkadot  ในปี 2014 โดยตอนนั้นเค้านิยามไว้ว่า

Web3 จะเป็นอีกพัฒนาการของ Internet ในปัจจุบัน ที่จะทำให้ Internet มีการกระจายอำนาจและมีประชาธิปไตยมากกว่าตอนนี้ Web3 จะเป็นอีกเวอร์ชั่นของ Internet ปัจจุบันที่ไม่ต้องพึงผิงผู้ให้บริการ service เพียงรายใดรายหนึ่ง แต่จะเป็นการที่ทุกคนจะสามารถ Host อัลกอริทึมบ้างอย่างได้ ดั้งนั้นจะเป็นเหมือน Peer to Peer เลยแต่ทุกคนต้องมีส่วนรวมกันถึงจะเกิดเป็น service ได้ ดั้งนั้นไม่มีการที่ใครคนหนึ่งจะได้เปรียบใคร

ปล. นิยาม Web3 ที่ได้รับความนิยม มีคนนิยามไว้ 2 คน คือ Gavin Wood ที่จะใช้ในบทความนี้ซึ่งเป็นเรืองของการใช้งาน Web กับ Blockchain กับ Tim Berners-Lee ที่นิยามไว้ถึง Web3 ที่มีลักษณะเป็น “Semantic Web” กล่าวถึงลักษณะ Web ของข้อมูลที่ AI หรือ Machine Learning สามารถวิเคราะห์และตีความข้อมูลได้ แต่เนื่องจากยังไม่มีความเกี่ยวข้องกับเกมสักเท่าไร ผมจึงไม่พูดถึงในบทความนี้ครับ

จะเห็นว่าจากนิยามที่ Gavin ได้ให้ไว้ตอนแรกนั้นจะเรียกว่าเป็นแนวคิดก็ไม่ผิดและยังมีความคลุมเครืออยู่มาก หลังจากที่ตลาด Cryptocurrency กลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2021 Web3 จึงกลายเป็นที่สนใจอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ก็ยังไม่มีความกระจ่างเรืองนิยามที่ชัดเจน ส่วนตัวผม(เข้าใจ)นิยาม Web3 ว่า เป็น Decentralized Internet Ecosystem ที่สร้างบน Blockchain โดยจะมีองค์ประกอบด้วยกัน 4 ส่วนคือ

ลักษณะของ Web3

  1. Decentralized : มีความเป็นการกระจายศูนย์ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่มีอำนาจสูงกว่าใคร
  2. Permissionless : ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ต้องมีการขออนุญาติให้การเข้าถึง
  3. Trustless : ไม่ต้องพึงความเชื่อใจใครคนใดคนหนึ่ง แต่สามารถเชื่อใจในระบบได้
  4. ทำงานบน Blockchain : เป็นส่วนของ Native Payment บน Web3 และเป็นส่วนที่จะควบคุมระบบด้วย smart contract

Revolution หรือการเปลี่ยนแปลง

ที่ผ่านมา Internet มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาก่อนแล้ว ครั้งนี้ก็กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเช่นกัน แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต่างไปตรงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เกี่่ยวกับเรื่องประสิทธิภาพ, ความเร็ว หรือ การเข้าถึง แต่เป็นเรื่องของอำนาจ อำนาจของผู้ใช้ ที่จะกลับมาเป็นเจ้าของ data และ digital asset ต่างๆ ของตัวเอง มีอำนาจในการกำหนดทิศทางบริการที่ใช้งาน

เมื่อ Web3 มีการเปลี่ยนแปลงจาก Web เดิมขนาดนี้ เราลองมาดูว่ามี Use Case สำหรับ Web3 อะไรที่น่าสนใจบ้าง

Web3 Use Cases

  1. DAO หรือ Decentralized Autonomous Organizations คือองค์กรอัตโนมัติแบบกระจายศูนย์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนในกลุ่มสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของสิ่งที่กลุ่มสร้างได้ โดยอาจจะเริ่มจากคนกลุ่มหนึ่งตั้งองค์กรแต่เป้าหมายคือไม่มีผู้นำคนใดคนหนึ่งในระยะยาว เช่น MakerDAO
  2. DeFi หรือ Decentralized Finance คือการเงินแบบไร้ตัวกลาง โดยใช้ Cryptocurrency และ ควบคุมด้วย Smart contract เช่น Wardenswap
  3. Creator Economy สำหรับการสร้าง NFT(Non-Fungible Tokens) NFT เป็น Cryptocurrency ประเภทหนึ่งที่เก็บที่เก็บข้อมูลแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิตอล สามารถซื้อขายและแลกเปลี่ยนกันได้ จึงทำให้ Creator มากมายที่มีความสามารถ สร้างผลงาน ดิจิตอลประเภทต่างๆเพื่อออกมานำขาย เช่น Bored Ape Yacht Club
  4. dApps หรือ Decentralized applications ซึ่งหมายถึง Application ที่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติผ่านการใช้ Smart contract ที่ทำงานบน blockchain เช่น Web3.storage
  5. เกมบน blockchain และ Metaverse : ในที่นี้จะหมายถึงเกมทั้งหมดเลยไม่ว่าจะเป็น NFT Game(เกมที่มี NFT) หรือ Gamefi(เกมที่มี decentralized finance) เช่น Morning Moon Village

ความสำคัญของ Web3

  1. Ownership Web3 จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเป็นเจ้าของ asset ตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการใช้งานหรือ NFT ที่ซื้อไว้สำหรับเล่นเกม ทำให้ผู้ใช้งานเป็นเจ้าของสินทรัพย์เหล่านี้ตลอดไป และสามารถเลือกได้ว่าจะขายหรือใช้งานอย่างไร
  2. Native Identification เราสามารถใช้ Wallet ของเราในการ login เข้าสู่ Web3 ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลหรือยืนยันตนเองแบบที่เราต้องเคยทำใน Web2 ซึ่งการ login สามารถทำได้อย่างง่ายดายและทันที
  3. Native Payment การใช้จ่ายค่าบริการและสินค้าจะสะดวกมากขึ้น เนื่องจากการมี blockchainเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง Web3 ทำให้การใช้ cryptocurrency สามารถทำได้ทันที

สรุป

ถึงตรงนี้แล้วบอกตามตรงครับ ตัวผมในฐานะนักพัฒนาเกมเองก็รู้สึกเหมือนกับโพลของ TGDC ครับ คือตอนนี้ Web3 Game ต่างๆ ยังไม่สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับผู้เล่น และหลายเกมๆ ก็ไม่มีความยั่งยืนในรูปแบบโมเดลธุรกิจที่ตัวเองใช้อยู่ ที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ต่างกับแชร์ลูกโซ่ครับ แต่เราในฐานะนักพัฒนาเกม ไม่ควรให้นักธุรกิจหรือนักพัฒนา blockchain หรือสายอื่นๆ เป็นคนกำหนดทิศทางของ Web3 Game ครับ

ผมคิดว่าเราควรเป็นผู้ที่พยายามพัฒนาเกมที่สามารถแก้ปัญหาประสบการณ์ของผู้เล่นและปรับโมเดลธุรกิจให้มีความยั่งยืนได้ อย่าลืมว่าในแต่ละครั้งที่มีการ shift ของตลาด เช่น การ shift ของตลาดไปทางเกม MMO เราเห็นบริษัทไทยอย่าง Asiasoft หรือ Gameindy ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย หรือ การ shift ของตลาดไปทาง self-publish เราก็เห็นเกมไทยประสบความสำเร็จระดับโลกอย่าง Unblock Me จาก Kiragames หรือ เกม Glow Hockey จากคุณ Natenai Ariyatrakool

ประกอบกับการที่การแข่งขันในโลกตลาดเกมในตอนนี้ เรียกได้ว่าเป็นไปได้ยากแล้ว เกมดีอย่างเดียวมันไม่พอแล้ว ต้องมีงบการตลาดค่อนข้างสูง เอาแค่ตลาดไทยของเราเอง ตลาดเดียว แข่งกับคนนำเข้าเกมและอัดงบโฆษณาก็เหนื่อยแล้วครับ ดังนั้นผมมองว่าการที่นักพัฒนาเกมไทยจะไม่สนใจ Web3 Game เลยอาจจะเป็นความเสี่ยงสูงที่ต้องแลกกับค่าเสียโอกาสในอนาคตสำหรับ tech shift ครั้งนี้