ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเนื้อหาของทุก session รวมไว้ในบทความเดียว  แต่ปรากฎว่าเนื้อหายาวกว่าที่คิดไว้มาก เกรงว่าจะใช้เวลาอ่านนานเกิน  เลยแบ่งเป็นตอนๆ ดีกว่าครับ จะได้อ่านง่าย และไม่น่าเบื่อ

ในเวลานี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยี blockchain เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่น้อยว่าจะมีบทบาทยังไงต่อไปในอนาคตกับวงการเกม วันเสาร์ที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มีการจัดงาน Block Mountain ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีความน่าสนใจมาก ว่าคนในวงการ blockchain จะมาพูดถึงเรื่อง blockchain ยังไงบ้าง และจะมีส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเกม บทความนี้จึงรวบรวมเนื้อหาของทั้งวันมาสรุปว่า มีส่วนไหนบ้างที่จะเป็นประโยชน์กับนักพัฒนาเกม

ภาพรวมของการจัดงาน

ขอพูดถึงการจัดงานในภาพรวมนะครับ ผมได้ยินชื่องาน Block Mountain ตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ไม่ได้มาเพราะคิดว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเกมแต่ปีนี้ต้องมาแล้วล่ะครับ เพราะยังไงอนาคตของเกมกับ blockchain คงต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกันแน่ๆ ต้องบอกว่าการจัดงานถือว่าดีมากเกินที่คิดไว้เยอะมากครับ ตั้งแต่วิทยากรแต่ละท่านที่มาแบ่งปันความรู้ถือเป็นระดับตัวท็อป(รวมทั้งคุณท็อปบิตคับ)ของประเทศทุกคน, สถานที่จัดงาน, มาตรฐานการจัดงานและรูปแบบการจัดการงานที่เป็น format 15 นาทีต่อ session ทำให้ทุกคนเน้นเนื้อหาและ concept อย่างกระชับ ขอแนะนำเลยว่าทุกคนที่อยู่ภาคเหนือไม่ควรพลาดงาน Block Mountain ด้วยประการทั้งปวงในปีถัดๆไป สำหรับปีนี้สามารถไปดู vdo ย้อนหลังจากเพจของงาน กดติดตาม หรืออ่านบทความนี้ เพื่อเอาเนื้อแบบสรุปที่เกี่ยวข้องกับเกมแล้วก็ได้ครับ

Step

Step อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ

เนื่องจากเนื้อหาที่บรรยายในงานมีหลากหลายหัวข้อ ผมจะขอเลือกแต่ session ที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเกม โดยในตอนแรกจะมี 3 Session ด้วยกันคือ

  1. การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิตัล โดย กลต. (กดเพื่อไปที่เนื้อหา)
  2. Web 3 For Business Transformation โดยคุณ สถาพน พัฒนะคูหา (กดเพื่อไปที่เนื้อหา)
  3. Guild & Gamefi โดยคุณ กสิณพจน์ เตชาหัวสิงห์ (กดเพื่อไปที่เนื้อหา)

การกำกับดูแลและนโยบาย

Session 2: การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิตัล โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) โดยคุณอำพรพันธ์ุ วีระพงษ์

  • การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิตัล 01
  • การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิตัล 02
  • การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิตัล 03
  • การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิตัล 04

สินทรัพย์ดิจิทัลมีทั้งหมด 3 ประเภท ตาม พรก.สินทรัพย์ดิจิทัล (4 ประเภทย่อย) กล่าวคือ

  1. Cryptocurrency คือ ตัวกลางที่ใช้แลกเปลี่ยนและมี Chain ของตัวเอง
    • ไม่มีสินทรัพย์ค้ำ เช่น BTC, ETH หรือ Dodge
    • มีสินทรัพย์ค้ำหรือ Stable Coin เช่น Digital Yuan, USDT, USDC
  2. Utility Token ตัวกลางที่ใช้แลกเปลี่ยนแต่ไม่มีChain ของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่เหรียญของ เกม หรือ NFT ก็น่าจะอยู่ในหมวดหมู่นี้ สามารถแบ่งย่อยเป็น 2 ประเภทคือ
    1. แบบพร้อมใช้ หรือ สามารถใช้แลกสินค้าหรือบริการเมื่อวันประกาศขาย Token
    2. แบบไม่พร้อมใช้ หรือ ยังไม่สามารถใช้แลกสินค้าหรือบริการเมื่อวันประกาศขาย Token
  3. Investment Token หรือตัวกลางแลกเปลี่ยน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุนหรือลงทุนทำโครงการ

ทาง กลต. ก็เสริมต่อว่า ตอนออก พรก.สินทรัพย์ดิจิทัลเนี่ย ออกอย่างรวดเร็วและอ้างอิงกับกฎหมายหลักทรัพย์ จึงมองการกำกับและใช้งาน Digital Token เหมือนหลักทรัพย์ เลย  ทำให้เป้าหมายการกำกับของ กลต. จึงมุ่งไปที่การดูแลในตลาดแรกกับตลาดรอง กล่าวคือ

การกำกับจาก กลต. 

การกำกับตลาด โดยแบ่งเป็นตลาดแรกและตลาดรอง บางคนอาจจะไม่คุ้นกับคำว่าตลาดแรกกับตลาดรองจึงขออธิบายคร่าวๆนะครับ ตลาดแรกก็คือตลาดที่มีการขายสินทรัพย์นั้นๆ ครั้งแรก ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ออกเหรียญนั้นเองครับ ส่วนตลาดรอง ส่วนใหญ่จะเป็น ตลาดที่เป็นตัวกลาง ที่ทำการซื้อขายหลังจากผ่านมือในตลาดแรกไปแล้ว ในที่นี้ก็คงหนีไม่พ้น Exchange ต่างๆ ครับ

    1. ตลาดแรก – การกำกับดูแลผู้ออกเหรียญ Digital Token  โดยกลต. จะทำกับผู้ที่ออก Digital Token 2 ประเภท คือ Investment Token กับ Utility Token แบบไม่พร้อมใช้งาน เพราะการระดมทุนเพื่อการลงทุนในโครงการ และการสัญญากับผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรต้องมีข้อมูลอย่างครบถ้วนจากผู้ออก Digital Token ทั้ง 2 ประเภทก่อนการลงทุน
    2. ตลาดรอง – การกำกับดูแลของผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในตลาดการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยกลต. ซึ่ง กลต.ได้กำหนดให้ต้องมีใบอนุญาต 5 ประเภทสำหรับการประกอบธุรกิจประเภทนี้
      1. Exchange – สถานที่สำหรับ Matching Order
      2. นายหน้าซื้อขาย (Broker) – ส่งคำสั่งไป Matching Order ที่อื่น
      3. ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล – กินส่วนต่างเวลารับแลกเปลี่ยน
      4. ที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล
      5. ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

การกำกับจากประเภทการใช้งาน

  1. การใช้ Cryptocurrency เป็นเงิน ทางธนาคารแห่งประเทศไทยและกลต. จะไม่อนุญาตให้ทำ – ในอดีต กลต. พยายามกำกับ Cryptocurrency  ให้เป็นเหมือนหลักทรัพย์ที่ต้องกำกับในการเก็งกำไรและการลงทุน แต่หลังจากเริ่มมีการใช้ Cryptocurrency เป็นตัวกลาง เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการหรือใช้แทน “เงิน” เป็น “Means of Payment” ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงร่วมมือกับ กลต. เพื่อกำกับดูแลการใช้งาน(ใน presentation เลี่ยงที่จะใช้คำว่าไม่อนุญาตให้ทำ  แต่ฟังแล้วตีความได้แบบนั้นครับ) Cryptocurrency ในลักษณะนี้
  2. การระดมทุนผ่าน Investment Token และ Utility Token ไม่พร้อมใช้ –  หลังจากผ่านยุค ICO ที่มีหลายโปรเจ็คระดมทุนแต่ไม่ทันสร้างก็ทิ้งโปรเจ็คไป  ทำให้มีผู้เสียหายจากการลงทุน ทางกลต.จึงต้องเข้ามาดูแลควบคุมและปกป้องนักลงทุน เน้นการเปิดเผยข้อมูลของโครงการ การ Tokenize Asset มีการดำเนินงานยังไงตลอดระยะเวลาโครงการ โดยสามารถแบ่งการกำกับเป็น 2 ระยะ กล่าวคือ
    1. ระยะสั้น : ออกกฎเกณท์ เช่น การออก Real Estate Backed ICO ต้องมีการติดตาม Asset ในโลกจริงว่ามีการใช้งานตาม Filing อย่างถูกต้อง
    2. ระยะกลาง : แก้กฎหมายให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้ามาทำธุรกรรมส่วนนี้ได้
  3. Utility Token พร้อมใช้ – ทาง กลต. มองว่าลักษณะของ Utility Token มีลักษณะเหมือนกับ Voucher ที่สามารถใช้แลกสินค้าบริการได้ ดังนั้น เมื่อในโลกเดิม Voucher ไม่มีการควบคุม ทาง กลต. จึงให้อิสระในการเสนอขายและใช้งาน Utility Token แบบพร้อมใช้ เช่นกัน กล่าวคือไม่ต้องขออนุญาตจากกลต. (แต่การจะเข้า Exchange ได้ยังต้องขอ กลต. อยู่ จากการประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต. ครั้งที่ 3/2565) แต่ก็ยังทิ้งท้ายว่า กลต. จะทำการพิจารณากฎเกณท์ Utility Token แบบพร้อมใช้อีกครั้งหนึ่ง

ทิศทางและเทคโนโลยี

Session 8: Web 3 For Business Transformation โดยคุณ สถาพน พัฒนะคูหา

  • Session 10 - 1
  • Session 10 - 2
  • Session 10 - 3
  • Session 10 - 4
  • Session 10 - 5
  • Session 10 - 6
  • Session 10 - 7
  • Session 10 - 8
  • Session 10 - 9
  • Session 10 - 10
  • Session 10 - 11
  • Session 10 - 12
  • Session 10 - 13
  • Session 10 - 14
  • Session 10 - 15
  • Session 10 - 16

Web3 คืออะไร: ก่อนจะเข้าใจ Web3 เรามาเข้าใจพัฒนาการของ Web กันก่อน โดยยุคเริ่มต้นของอินเตอร์เนตเลยเราเรียกว่า Web 1.0

  1. Web 1.0 ในยุค 20 – 30 ปีก่อนเลยที่อินเตอร์เนตเป็นลักษณะอ่านได้อย่างเดียว หากใครอยากเขียนหรือแสดงความคิดเห็นตัวเอง ต้องสร้างเว็บตัวเองขึ้นมาแล้วไปเขียนในนั้น (Read-Only)
  2. Web 2.0 ในยุคนี้เป็นยุคที่เราเริ่ม interact กับอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ต่อมาเริ่มมี Facebook, Streaming, Peer-2-Peer ที่เราสามารถ interact ได้ แต่ปัญหาในยุคนี้คือ อินเตอร์เน็ตที่เป็นลักษณะ Stateless ที่่ตัวอินเตอร์เน็ตเองไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ทำให้ข้อมูลต้องถูกเก็บที่ User หรือ Server กลายเป็นที่มาของการ Monetize ข้อมูล User ของบริษัทขนาดใหญ่ (Read-Write)
  3. Web 3.0 ผู้ใช้สามารถเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนตัวจาก Web 2.0 ได้จริงๆ (Read-Write-Execute)

ในวิวัฒนาการของ Web ในยุคต่างๆ เราจะมองเห็นขนาดตลาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (จาก Web 1.0 -> Web 2.0 -> Web 3.0) ซึ่งตัวขับเคลื่อนในแต่ละยุคก็แตกต่างกัน

  • Web 2.0 ตัวขับเคลื่อนจะเป็น Mobile, Social, และ Cloud
  • Web 3.0 ตัว Decentralize เช่น Bitcoin จะเป็นตัวขับเคลื่อน Web 3.0

ซึ่งจริงๆ ตอนนี้ Ecosystem ของ Web 3.0 ก็มาแล้ว เราจะเห็นได้จากการที่พวก Wallet (สำหรับ Crypto) เริ่มปรากฎอยู่ใน Browser ของเรา เช่น Wallet Metamask เหล่านี้จะเป็น Gateway ให้คนเข้าสู่ Web 3.0 หรือ Platform Gamefi, NFT และ Defi ในสไลด์ได้แบ่ง Ecosystem ของ Web 3.0 เป็น 4 Layer

  1. Access Layer: Wallet / Browser เช่น Metamask
  2. Use Case Layer: Gamefi, NFT, Defi
  3. Infrastructure Layer:
  4. Protocol Layer: L1, ฺBridge
4 เลเยอร์ของ Web3

4 เลเยอร์ของ Web3

ซึ่ง Web 3.0 ก็ยังถือว่าใหม่อยู่จึงมีปัญหาอยู่เช่น ปัญหาของ Web 3.0 

  • Scalability: เนื่องจากรันบน Blockchain จึงติดเงื่อนไขของ Blockchain
  • UX: ใช้งานยากมาก มีปัญหาเรื่อง Key
  • Accessibility: เข้าถึงได้ยากเพราะ Web browser ยังไม่ Support
  • Cost: ค่าใช้จ่ายที่แพงเพราะค่า Gas ของ Blockchain

ดังนั้นจากปัญหาดังกล่าว Web 3.0 จึงควรต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น Governance Token จะเป็นการเชื่อมระหว่างผู้ใช้งานกับ Platform ได้มากขึ้น  ที่เห็นได้ชัดมากขึ้น เช่นการซื้อของในโลกจริงที่หากเราไม่ใช้ของที่เราซื้อ เราอาจจะทิ้งหรือขายต่อ ซึ่งการขายต่อราคาจะตก ของบางอย่างขายต่ออาจจะได้กำไร แต่มันไม่ได้มีเยอะ แต่ถ้าเป็น Digital Asset เราไม่ใช้แล้วเราก็สามารถขายต่อ/ปล่อยเช่า/ขายบางส่วน ได้ใน Platform ต่างๆได้เช่น OpenSea จะเห็นว่าพอเราเป็นเจ้าของ Digital Asset จริงๆ มันจะเปิดโมเดลธุรกิจเพิ่มอีกมากมาย ยกตัวอย่างโมเดลธุรกิจของ Youtube ในตอนนี้ซึ่งเป็นเว็บที่มี Content วิดีโอจำนวนมาก มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแข่งกับ Youtube ได้ในตอนนี้เพราะปริมาณ Content ที่ Youtube มีอยู่ ในตอนนี้คนที่จะทำ Content ต้องเอาไปฝากกับ Youtube แต่พอเป็น Web 3 เราสามารถเป็นเจ้าของ Content ของเราเองแล้วเลือกที่จะฝาก Content เราบน Youtube หรือ Streaming service อื่นๆ โดยได้ Monetize จาก service เหล่านี้ หากอยากเอาออกก็สามารถ delist ออกจาก service ที่ไม่ต้องการได้ Web 3 จึงเป็นการดึงอำนาจกลับสู่ผู้ใช้งาน หากเราสามารถขยายโมเดลแบบนี้ได้เรื่อยๆ เราจะเป็นเจ้าของ Data Identity ของเราเอง เราจึงสามารถพอสรุปได้ว่า

  • Crypto: Tokenization of Value
  • NFT: Tokenization of Asset
  • Web 3: Tokenization of Ownership
  • DAO: Tokenization of Governance

ทั้งหมดเหล่านี้จะทำให้เกิด Ownership Economy ซึ่งขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อนี้

Session 10: Guild & Gamefi โดยคุณ กสิณพจน์ เตชาหัวสิงห์ CO-Founder ของ Guildfi

Gamefi คือ การประยุกต์เอาเกมมาใช้กับ blockchain เพราะสามารถทำให้เราเป็นเจ้าของ asset ในเกมได้อย่างแท้จริง สามารถเคลื่อนย้าย, ขาย หรือเปลี่ยนความเป็นเจ้าของ asset ได้  พอเราสามารถเป็นเจ้าของ asset ในเกมได้  จึงทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ขึ้นมา หากเราดูโมเดลธุรกิจที่ผ่านมา เราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ยุค

  • Pay to Play หรือยุคที่ซื้อเกมขาด
  • Free to Play หรือยุคที่เล่นฟรีแล้ว ใช้โฆษณาหรือ in-app สร้างรายได้ให้ผู้ขาย
  • Play & Earn เล่นสนุกแล้วสามารถสร้างรายได้ให้ผู้เล่น โดยปัจจุบันก็มี 2 รูปแบบคือ
    1. เปิดให้เล่น แล้วซื้อ/เปิดกล่อง asset ก็สามารถนำไปขายหรือแลกก็ได้ เอาเงินจากเกมหนึ่งไปซื้ออีกเกมก็ได้
    2. เก็บ trading fee ของ asset จากการแลกเปลี่ยนซื้อขาย asset เหมือนตัวเองเป็น Exchange

ในขณะนี้เริ่มมีหลายเกมจากบริษัทใหญ่เข้าสู่ธุรกิจ Play & Earn แล้วทั้งที่ปีที่แล้วยังมีแค่ไม่กี่เกมเช่น Axie แต่ในปีนี้บริษัทใหญ่เช่น Com2Us, Netmarble, และ Krafton ก็เข้าสู่ตลาดแล้ว ทางคุณกสิณพจน์ยังกล่าวต่อว่า ในขณะนี้เราควรเปลี่ยนจากนิยามว่า Play 2 Earn เป็น Play & Earn เพราะโมเดลธุรกิจแบบ Play 2 Earn ไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนให้คนเล่นได้ตลอดไป เมื่อผู้เล่นเข้ามาเล่นเกมเยอะๆ ก็เกิดแรงขาย Token ทิ้งและส่งผลให้ราคา Token ตก การที่ผู้เล่นจะเข้ามาเพื่อหวังจะสร้างรายได้จากการเล่นเกมจึงไม่สามารถทำให้ยั่งยืนได้ เราควรต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเป็น Play & Earn แทน  คือคนต้องเข้ามาเล่นเกมเพราะเกมสนุกและอยากเล่นเกมก่อน แล้วถ้าได้ item ค่อยเอา item ไปขายทำกำไรได้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นโมเดลต่อไปในอนาคต ทางคุณกสิณพจน์ก็แสดงคาดการณ์มูลค่าตลาด Play & Earn ไว้ตามนี้

10-27

คาดการณ์มูลค่าตลาด P&E

ส่วนด้านของจำนวนผู้เล่นก็เติบโตสูงมากและคาดการณ์ว่าจะมีเพิ่มเรื่อยๆ

คาดการณ์จำนวนผู้เล่นรายวัน(DAU) Gamefi

การเติบโตของ Gamefi

  • จำนวน Wallet ของ Gamefi ที่แซง Defi แล้ว
  • การขาย NFT และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ NFT เกม ก็มีการเจริญเติบโตอย่างมาก
  • การลงทุน ของกองทุนที่ลงทุนเกี่ยวกับ Gamefi จากปี 2020 มาปี 2021 ก็เติบโตกว่า 100 เท่า หรือจาก $42 ล้าน เป็น $4,477 ล้าน

จบเรื่องของ Gamefi มาต่อที่เรื่องของ Guild ของ Gamefi ต่อนะครับ Guild คือ community ของคนชอบเล่นเกม แต่มีโมเดลธุรกิจที่ปล่อยให้ผู้เล่นเช่า digital asset ของทาง Guild ซึ่งทาง Guildfi เองถึงแม้จะมีกำไรจากโมเดลธุรกิจประะเภทนี้แต่มองว่าไม่ความยั่งยืน จึงจะปรับตัวเองให้เป็น DAO หรือ Decentralized Autonomous Organization เรียกง่ายๆ ว่าเป็นองค์กรที่เกี่ยวกับเกม และจะทำธุรกิจทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับเกมในตลาด ไม่ว่าจะเป็น incubator หรือ Marketer Advisor และอื่นๆ ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ Guildfi สามารถระดมทุนได้ถึง $146M. จากกองทุนต่างๆทั่วโลก ทาง Guildfi มุ่งเน้นที่ 3 จุด

  1. Community ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าจากสมาชิกภายใน community
  2. Web3 Infrastructure 
  3. Venture Capital เนื่องจากระดมทุนได้มากกว่าที่คาดไว้จึงจะนำเงินมาลงทุนต่อ

โมเดลรายได้ของ Guildfi ตอนนี้ประกอบไปด้วย 3 อย่างด้วยกันคือ

  1. ลงทุนใน Token (Early Stage) เป็นรายได้หลัก
  2. ให้เช่า NFT ใน Guild
  3. Launchpad สำหรับการกระจาย Token ช่วยเหลือ Partner

ยกตัวอย่าง Early Stage Investment ของ Guildfi ในช่วงที่ผ่านมา ว่าทำไมถึงเป็นรายได้หลักของ Guildfi

  • เกมที่ 1 – กำไร $5 M. หรือ 1200% ROI จากการลงทุน Token Early Stage
  • เกมที่ 2 – กำไร $1.1 M. หรือ 300% ROI จากการลงทุน Token Early Stage
  • เกมที่ 3 – กำไร $4 M. หรือ 4000% ROI จากการลงทุน Token Early Stage
  • เกมที่ 4 – กำไร $1 M. หรือ 600% ROI จากการลงทุน Token Early Stage

นอกจากนั้นทาง Gamefi ยัง incubate เกมในประเทศเช่น Nimit Nation และกำลังจะประกาศเกมที่ 2 เร็วๆนี้ ติดตามตอนที่ 2 ของงาน Block Mountain เร็วๆ นี้นะครับ